รัฐเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

                เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมารัฐบาลนำโดยนายกรัฐมนตรีได้มีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เพื่อพิจารณาการหาแนวทางการสร้างความมั่นคงในด้านพลังงานของประเทศ โดยเป็นการพิจารณาการสร้างโรงไฟฟ้าสำรองในพื้นที่ภาคใต้สำหรับกรณีที่กำลังการผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอ รวมถึงเพื่อรองรับกำลังไฟฟ้าที่มีความต้องการสูงขึ้นในอนาคต โดยได้มีการกำหนดโครงการการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้นที่จังหวัดกระบี่ และที่อำเภอเทพาจังหวัดสงขลา เพื่อให้ทันกับความต้องการและสามารถจ่ายไฟฟ้าได้จริงในปี พ.ศ.2564 ซึ่งสาเหตุที่เป็นการสร้างโรงไฟฟ้าจากถ่านหินนั้น ก็เพราะเป็นพลังงานที่สะอาดและเป็นวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ ซึ่งในอดีตนั้นถ่านหินเป็นตัวเลือกของพลังงานที่เป็นตัวเลือกในอันดับท้าย ๆ ด้วยเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อมและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นในชุมชน แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทำให้ปัจจุบันสามารถพัฒนาให้สามารถกำจัดมลพิษที่อาจจะเกิดขึ้นจากโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ ซึ่งก็ยังมีประชาชนบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้            

กลุ่มชาวบ้านรวมตัวประท้วงสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา

ถึงแม้รัฐบาลจะมีนโยบายเดินหน้าการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาเพื่อผลิตกำลังไฟฟ้าสำรองในกรณีที่การผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อการใช้งาน แต่ก็ยังมีกลุ่มประชาชนและกลุ่มชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากหลายเหตุผล อาทิเช่น ความจริงแล้วถ่านหินเป็นวัตถุดิบที่ไม่มีความสะอาดจริง แต่ปนเปื้อนมาด้วยโลหะหนักจำนวนมาก รวมถึงการเผาถ่านหินเป็นจำนวนมากเพื่อผลิตเป็นกำลังไฟฟ้าทำให้เกิดเป็นมลพิษทางอากาศทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็นกระจายตัวอย่างกว้างขวาง และนอกจากมลพิษทางอากาศแล้วสารพิษยังอาจปนเปื้อนลงไปในทะเลสงขลาทำให้มีผลกับสัตว์น้ำ และชาวประมงมีผลกระทบกับสภาพแวดล้อมอย่างป่าชายเลน ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพของประชาชนในชุมชนอย่างเรื้อรัง และถ่านหินยังเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีจำกัดและไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ รวมถึงยังเชื่อว่าการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เทพานั้นมีเบื้องหลังเนื่องจากภาครัฐและเอกชนต้องการขุดเหมืองลิกไนท์ที่อำเภอสะบ้าย้อยในอนาคต และต้องการใช้อำเภอเทพาเป็นนิคมอุตสาหกรรมในอนาคต ทำให้กลุ่มประชาชนและชาวบ้านในพื้นที่ร่วมกันต่อต้านและยืนยันที่จะคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจนกว่าจะยกเลิกโครงการ